[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ
เรื่อง : โรคอีสุกอีใส

31 ก.ค. 2551 : 11:42


โรคอีสุกอีใส


imageโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อได้ด้วยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่เป็น อีสุกอีใส หรืองูสวัด เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือที่นอน โดยปกติจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยทั่วไป โรคอีสุกอีใส มักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนเช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี โดยมากจะพบในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-12 ปี รองลงมาจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-4 ปี กลุ่มวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาวตามลำดับ

อาการของโรค

เด็กที่เป็นอีสุกอีใสจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ส่วนใหญ่มักมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด ขณะเดียวกันก็จะมีผื่นขึ้นพร้อม ๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือหนึ่งวันหลังจากมีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมามีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน และมีอาการคัน อีก 2-4 วันต่อมาก็จะตกสะเก็ดผื่น และตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อน ล้วกระจายไปตาใบหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง บางคนมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปาก และลิ้นเปื่อย จะเกิดอาการเจ็บคอ บางคน อาจไม่มีไข้มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้นเท่านั้น ผื่นขึ้นมากที่สุดที่ใบหน้า และลำตัว

image

เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรง และมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็ก โดยทั่วไปผื่นจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน โรคนี้เมื่อหายแล้วมักจะมีเชื้อหลบอยู่ปมประสาท ซึ่งอาจจะออกมาเป็นโรคงูสวัดในภายหลังได้ เนื่องจากผื่น และตุ่มที่ขึ้นนี้จะค่อยๆ ขึ้นทีละระลอกๆ ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย บางทีจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางทีขึ้นเป็นตุ่มใส บางทีขึ้นเป็นตุ่มกลัดหนอง และบางทีเริ่มตกสะเก็ด จึงทำให้คนสมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่า อีสุกอีใส นั่นเอง

อาการแทรกซ้อน

ที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนอง และมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อแบคทีเรียที่แรกซ้อน อาจจะกระจายเข้าไปในกระแสเลือดทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ และปอดบวมได้ ในผู้ใหญ่ หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ใช้ยารักษามะเร็ง หรือสเตอรอยด์ เชื้อไวรัสอีสุกอีใส อาจจะกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ

การรักษา

เนื่องจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ด และค่อยๆ หายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงใช้ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ แต่ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะทำให้เกิดอาการทางสมอง และตับ ทำให้ผู้ป่วยเด็กถึงแก่กรรมได้ ควรอาบน้ำ และใช้สบู่หรือสบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน ควรตัดเล็บให้สั้น และหลีกเลี่ยงการแกะ หรือเกาตุ่ม เพราะอาจทำให้ติดเชื้อกลายเป็นหนองได้ ในรายที่มีอาการคันมากอาจให้รับประทานยาพวก คลอเฟนิรามีน ช่วยลดอาการคันลงได้ ในปัจจุบันมียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัส โรคอีสุกอีใส แต่ต้องใช้ขนาดสูง และแพงมาก นอกจากนี้จะต้องเริ่มใช้ภายในวันแรกที่มีอาการ มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดี สมัยก่อนโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับทุกๆ คน ในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต เช่นเดียวกับหัด แต่เดี๋ยวนี้มีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถนำบุตรหลานของท่านไปรับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคอีสุกอีใส ได้ตั้งแต่วัย 1 ปีขึ้นไป

ข้อควรรู้เกี่ยวกับอีสุกอีใส

  • โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ภายหลัง
  • ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก เพื่อป้องกันการติดต่อ ทั้งนี้ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ก่อนที่ผื่น หรือตุ่มขึ้นจนตุ่มแห้งหมดแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน ในระยะนี้ผู้ป่วยต้องหยุดเรียน หรือหยุดงาน
  • โรคนี้ไม่มีของแสลง แต่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารจำพวกโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ มากๆ เพื่อจะได้มีภูมิต้านทานโรค
  • ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว

โรคอีสุกอีใส ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่ก็เป็นสาเหตุของการขาดเรียน หรือขาดงาน รวมทั้งก่อให้เกิดความรำคาญจากอาการคัน และตุ่มหนอง และอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแผลเป็นขึ้นได้ ปัจจุบันคุณสามารถป้องกันโรคอีสุกอีใส ให้แก่บุตรหลานของคุณได้ด้วยการติดต่อแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคอีกสุกอีใส เสียแต่วันนี้

ที่มา : ศูนย์การเรียนรู้สุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ



เข้าชม : 2903


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ

      มะเร็งเต้านม 31 ก.ค. 2551 : 11:42
      ไข้กาฬหลังแอ่น 31 ก.ค. 2551 : 11:42
      รู้ทันโรคที่มากับหน้าหนาว 31 ก.ค. 2551 : 11:42
      โรคไข้สุกใสที่มากับฤดูหนาว 31 ก.ค. 2551 : 11:42
      โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 1: ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ 31 ก.ค. 2551 : 11:42


ความคิดเห็นที่ 1
จันทร์ ที่ 26 เดือน มกราคม พ.ศ.2552 เวลา 23:57:14
แล้วมันสามารถติดเด็กเล็กหได้ไหมนะ
โดย : wiyadanaka@sanook.com    ไอพี : 125.27.33.25



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ wutthichaic(at)vachiraphuket.go.th เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป



สถิติ | ผู้ดูแลระบบ