[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ
เรื่อง : ไข้กาฬหลังแอ่น

22 ส.ค. 2556 : 10:23


ไข้กาฬหลังแอ่น ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายว่า "ไข้ติดเชื้อเฉียบพลัน มีอาการไข้ซึม คอแข็ง มีอาการหลังแอ่น และมีผื่นชนิดตกเลือดใต้ผิวหนัง ต่อมาสีของผื่นจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ" ทางการแพทย์ หมายถึง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเมนิงโกค็อกคัส (meningococcal meningitis) โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง เชื้อนี้พบในลำคอของคนปกติ ประมาณร้อยละ 5 โดยไม่ทำให้เกิดโรค ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดอาการโรค โรคนี้เกิดขึ้นทั่วโลก และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศเขตร้อน พบมีการระบาดทั่วไปในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา และในประเทศแถบเอเชีย เช่น พม่า กัมพูชา เวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ประปรายตลอดทั้งปี และมีการระบาดในบางพื้นที่เป็นครั้งคราว โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้พบได้น้อยในบ้านเรา แต่พบได้ประปรายทุกปีและบางครั้งอาจระบาดได้ จัดเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง หากรักษาไม่ทัน จะมีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว ที่มาของชื่อ "ไข้กาฬหลังแอ่น" เข้าใจว่าคงเรียกตามลักษณะอาการของโรค เหตุที่เรียกโรคนี้ว่าไข้กาฬหลังแอ่น เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะมีอาการคอแข็งและหลังแอ่น จริงๆ แล้วชื่อโรค "ไข้กาฬหลังแอ่น" บรรยายถึงอาการได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ จะมีไข้ และอาจจะมีอาการของ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่ อาการคอแข็ง ถ้าถึงกับหลังแอ่น แสดงว่าอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรงมาก ส่วนคำว่า "กาฬ" แปลว่าสีดำ ก็หมายถึงโรคที่ร้ายแรงถึงชีวิต อีกนัยหนึ่ง "ไข้กาฬ" หมายถึง ไข้ที่มีผื่นตามผิวหนัง ซึ่งพบว่าถ้าหากเป็นรุนแรงจะมีไข้และผื่นขึ้นลักษณะเป็นจุดแดง จ้ำเขียว หรือดำคล้ำ มีรายงานการป่วยเป็นโรคนี้เป็นทางการประมาณปีละ 20-100 ราย และเสียชีวิตไม่ถึง 10 รายต่อปี พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สาเหตุ 1. เกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเมนิงโกค็อกคัส (meningococcus) ที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ รูปร่างกลมคล้ายเมล็ดถั่ว เรียงตัวกันอยู่เป็นคู่ๆ โดยหันด้านเรียบเข้าหากัน ไม่สร้างสปอร์ แบ่งออกเป็น 13 ซีโรกรุ๊ป คือ A, B, C, D, H, I, K, L, X, Y, Z, E29 และ W135 แต่มีอยู่ 5 ชนิดที่สามารถก่อโรคในคน ได้แก่ ซีโรกรุ๊ป A, B, C, Y และ W135 เชื้อเมนิงโกค็อกคัสอาศัยอยู่ในลำคอของเรา คนที่แข็งแรงเชื้อจะอาศัยอยู่ในลำคอ โดยไม่ก่อให้เกิดโรค เรียกว่า เป็นพาหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เคยมีการสำรวจพบว่า เด็กนักเรียนในบางท้องที่จะเป็นพาหะของโรคนี้ คือมีเชื้อเมนิงโกค็อกคัสอยู่ในลำคอโดยไม่ก่อโรคถึงร้อยละ 14 2.วิธีการติดต่อ เชื้อเมนิงโกค็อกคัสติดต่อจากคนไปสู่คน กระจายจากช่องปากหรือช่องจมูกของคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งโดยตรง เป็นการติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เชื้อจะออกมาทางละอองน้ำมูก น้ำลาย จากปากหรือจมูกของผู้ที่เป็นพาหะ ผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือผู้ป่วย เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายโดยการไอ จาม หายใจรดกัน ใช้ของใช้ร่วมกัน การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน จูบปากกัน หรือสัมผัสถูกน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือสุขภาพอ่อนแอ เมื่อรับเชื้อเข้าไปก็จะป่วยเป็นโรคนี้โดยเชื้อเข้าไปในลำคอก่อน แล้วเข้าไปในกระแสเลือด ไปที่เยื่อหุ้มสมองทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ บางคนเชื้อจะเข้าไปอยู่ในอวัยวะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เกิดอาการผิดปกติต่างๆ และรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาสั้นๆ 3.ระยะฟักตัวของโรค ตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงมีอาการแสดง 2-10 วัน เฉลี่ย 3-4 วัน 4.ระยะติดต่อ ผู้ที่สามารถแพร่เชื้อได้ คือผู้ที่ไม่มีอาการ หรือที่เรียกว่าเป็นพาหะ และผู้ป่วยสามารถแพร่โรคได้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อในน้ำมูก น้ำลายแล้ว ปกติเชื้อจะหมดไปจากช่องโพรงจมูกทางด้านหลังของผู้ป่วยภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพที่เหมาะสม ยาเพนนิซิลลินใช้ยับยั้งเชื้อได้ชั่วคราว แต่จะไม่กำจัดเชื้อให้หมดไปจากโพรงช่องปาก จมูกและคอรวมทั้งโพรงจมูกด้านหลัง 5.พื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของโรคสูงติดต่อกันหลายปี ได้แก่ แอฟริกากลางแถบทะเลทรายซาฮาราตอนใต้ ซึ่งพบว่ามักเป็นซีโรกรุ๊ป A มีการระบาดที่เอธิโอเปีย ซูดาน ประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา เนปาล และอินเดีย ในทวีปอเมริกาช่วงปี 2533 เป็นต้นมา พบการระบาดจากซีโรกรุ๊ป B เช่น คิวบา บราซิล ชิลี อาร์เจนตินา โคลัมเบีย และปี 2537 พบอุบัติการณ์ของโรคมากเป็นสองเท่าที่รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา พบว่าเชื้อกลุ่ม C มักเป็นสาเหตุของการระบาดในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สำหรับประเทศไทย จากการเฝ้าระวังโรคโดยกองระบาดวิทยา พบว่ามีรายงานผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นในช่วง พ.ศ. 2535-2542 อยู่ระหว่าง 29-63 รายต่อปี เสียชีวิต 4-11 ราย และมีผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี สำหรับปี 2543 ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2543 ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วย 27 ราย เสียชีวิต 3 ราย เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคได้ 3 แบบ 1.แบบไม่มีอาการหรืออาการน้อย เชื้อเจริญในช่องโพรงจมูกทางด้านหลัง ทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่เล็กน้อย มักไม่มีอาการ ส่วนใหญ่พบกลุ่มนี้มาก และมักเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อต่อไปได้อีก 2.แบบเชื้อแพร่เข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีผื่น เลือดออกตามผิวหนัง ในรายที่รุนแรงจะมีเลือดออกในลำไส้และต่อมหมวกไต 3.แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเชื้อที่เข้าเยื่อหุ้มสมองทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการ อาการเริ่มจากไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง มีผื่นแดงหรือจ้ำเลือดขึ้นตามผิวหนัง หลังจากนั้นเชื้อโรคจะกระจายไปได้ 2 แบบ แบบแรกเชื้อโรคกระจายไปที่สมองทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เรียกว่า meningitis ส่วนแบบที่สอง เชื้อโรคจะกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย เรียกว่าmeningococcemia 1.กรณีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง ซึมและสับสน และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว อาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ตรวจพบอาการที่แสดงถึงการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีจ้ำเลือดออกตามผิวหนังปรากฏให้เห็นชัดเจน ผู้ป่วยที่มีอาการคอแข็งหลังแข็ง ปวดศีรษะ อาเจียน เหมือนอย่างชื่อที่ใช้เรียกโรคนี้ มักจะไปพบแพทย์เร็ว จึงสามารถรักษาได้ทันและปลอดภัย 2.กรณีเชื้อกระจายเข้าไปในเลือด อาการจะเกิดอย่างฉับพลัน มีอาการปวดศีรษะ เจ็บคอและไอ เป็นอาการนำมาก่อน ตามด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่ขาและหลัง นอกจากนี้ อาจมาด้วยไข้และมีผื่นแดงจ้ำขึ้นตามตัวใน 2-3 วันต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจนเป็นสะเก็ดสีดำ บางทีเป็นตุ่มน้ำมีจุดแดงอยู่ตรงกลาง ส่วนใหญ่จะมีผื่นหลังไข้ขึ้น 24-48 ชั่วโมง ในรายที่เป็นอย่างรุนแรง ระบบไหลเวียนโลหิตไม่ทำงาน อาจช็อคถึงเสียชีวิตได้ในเวลาไม่นานหลังจากเริ่มมีอาการ ส่วนมากเริ่มมีอาการไข้สูงทันทีอ่อนเพลียมาก แล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีหลอดเลือดตีบทั่วร่างกาย มักจะไม่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพราะเป็นระยะสั้นๆ แล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาการแสดงออกของอวัยวะอื่นๆ ไม่ค่อยชัดเจน เชื้อโรคแพร่กระจายไปหลายแห่ง เช่น ปอด หัวใจ ต่อมหมวกไต ซึ่งในระยะที่อาการของแต่ละระบบยังไม่ปรากฏชัดนี้ ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าตนเองเป็นไข้หวัดธรรมดา จึงไม่ได้รักษาในระยะแรก เมื่อเวลาผ่านไปเชื้อโรคแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาที่อาการแสดงออกมาให้เห็น ก็แสดงว่ามีเชื้อโรคอยู่มากมายในร่างกายแล้ว จนทำให้มีอาการช็อคและเลือดออกตามทวารต่างๆ หรือมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง ซึ่งอาการป่วยระยะนี้เป็นระยะที่ยากที่จะเยียวยาแล้ว อาการที่ชวนให้สงสัยว่าเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น 1.ปวดศีรษะรุนแรง 2.อาเจียนบ่อย 3.คอแข็ง (ก้มคอไม่ลง) 4.ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว 5.ชัก 6.ไข้ร่วมกับมีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง 7.มีเลือดออกตามที่ต่างๆ เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น การวินิจฉัย จากประวัติอาการเจ็บป่วย ผลการตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจพิเศษ เช่น ตรวจเลือด เพาะเชื้อจากเลือด เจาะหลังนำน้ำไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อและสารเคมีต่างๆ เพื่อแยกแยะสาเหตุ การตรวจนับเม็ดเลือดพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น ตรวจพบเชื้อเมนิงโกค็อกคัสในน้ำไขสันหลัง และผลการเพาะเชื้อแบคทีเรียในเลือดพบว่าเป็นเชื้อเมนิงโกค็อกคัส ภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญคือ ภาวะโลหิตเป็นพิษ เชื้อเข้ากระแสเลือด กระจายไปทั่วร่างกาย และภาวะตกเลือดรุนแรงซึ่งมีอันตรายร้ายแรง นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมอง เช่น แขนขาอ่อนแรง โรคลมชัก ปัญญาอ่อน ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ การดำเนินโรค ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาช้าไป มักจะเป็นรุนแรงถึงตายเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นชนิดที่มีเชื้อโรคกระจายไปทั่วร่างกาย ถ้าเป็นไม่รุนแรงและได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่มก็มักจะหายขาด บางคนหลังรักษาจนรอดชีวิตแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองโดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาได้ทันกาลมีอัตราตายประมาณร้อยละ 15-20 การรักษา 1.ให้ dexamethasone ทางหลอดเลือดดำ ก่อนเริ่มยาปฏิชีวนะ 15-20 นาที ในเด็กให้ dexamethasone 0.15 มก./กก. ทุก 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 4 วัน ในผู้ใหญ่ให้ dexamethasone 10 มก./กก. ทุก 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 4 วัน 2.ให้ PGS 3 แสนยูนิต/กก./วัน ให้ทางหลอดโลหิตดำ โดยแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง ตามด้วย Rifampicin ก่อนออกจากโรงพยาบาล 24 ชั่วโมง 3.บุคคลที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยในบ้านเดียวกัน และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ต้องได้รับยาป้องกันทันทีภายใน 24-48 ชั่วโมง และควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค โดยใช้ยาไรแฟมปิซิน (rifampicin) หรือ ซิโปรฟล็อกซาซิน (ciprofloxacin) การใช้ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน โดยไม่ขึ้นกับสายพันธุ์ของเชื้อ วิธีป้องกัน สำหรับคนทั่วไปแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักการป้องกันโรคติดต่อทางระบบหายใจ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้คนแออัด หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก 2.อย่าไอ จาม หายใจรดกัน 3.อย่าดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น หรือสูบบุหรี่มวนเดียวกับผู้อื่น 4.ล้างมือเมื่อสัมผัสถูกน้ำมูกและน้ำลายของผู้อื่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น 1.จะได้ผลในบางพื้นที่ที่ทราบถึงสายพันธุ์ของเชื้อแล้วเท่านั้น วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นในปัจจุบันเป็นวัคซีนที่ป้องกันเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเอ และซี 2.ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนในกรณีดังต่อไปนี้ 2.1 ให้วัคซีนแก่ประชาชนที่อยู่เขตระบาดซึ่งทราบสายพันธุ์ของเชื้อซึ่งระบาดอยู่ก่อน เช่น มีการระบาดจาก serogroup ที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน (serogroup A,C,Y และ W 135) 2.2 ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น หรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา หรือประเทศในตะวันออกกลาง เป็นต้น สามารถติดต่อขอรับวัคซีนได้ที่หน่วยงานของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ร่างกายจึงสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบียต้องรับการฉีดวัคซีนนี้ทุกราย 3.วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นชนิดโปลิแซคคาไรด์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า MPSV4 ย่อมาจาก tetravalent meningococcal polysaccharide vaccine มีชื่อการค้าว่า Menomune ประกอบด้วยสารสกัดบริสุทธิ์ของแคปซูลของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น โดยสกัดจากเชื้อ 4 ชนิด ได้แก่ A, C, Y และ W-135 อย่างละ 50 ไมโครกรัม รวมเป็น 0.5 มิลลิลิตร จากการศึกษาวิจัย พบว่าวัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์ใช้ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิด A และ C ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปี และในผู้ใหญ่ พบว่าภูมิคุ้มกันสำหรับเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิด C ในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ดีเท่าใดนัก และวัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์ไม่ได้ผลชัดเจนในเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิด Y และW-135 สำหรับทุกช่วงอายุ 4.วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นชนิดคอนจูเกต เป็นวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นชนิดใหม่ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ยาวนานขึ้น เริ่มมีการวางจำหน่ายในเดือนมกราคม ค.ศ. 2005 ที่ผ่านมา มีชื่อเรียกว่า tetravalent meningococcal polysaccharide-protein conjugate vaccine (MCV4) และมีชื่อการค้าว่า Menactra ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Sanofi Pasteur สร้างขึ้นโดยรวมส่วนของโปรตีนเข้ากับโปลิแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นแคปซูลของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น 4 ชนิด ได้แก่ A, C, Y และ W-135 อย่างละ 4 ไมโครกรัม ส่วนโปรตีนที่นำมารวมเป็นท็อกซอยด์ของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคคอตีบ 48 ไมโครกรัม วัคซีนชนิดคอนจูเกตได้รับการจดทะเบียนครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2005 ให้ใช้ได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นในบุคคลที่มีอายุระหว่าง 11-55 ปี ต่อมาในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 ได้รับอนุมัติเพิ่มเติมให้ใช้ได้กับเด็กอายุ 2-10 ปี ผลข้างเคียงของวัคซีนชนิดคอนจูเกตมากกว่าวัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์ โดยพบปฏิกิริยาเฉพาะที่และอาการไข้ได้มากกว่า รวมทั้งพบรายงานผู้ป่วยที่เกิดอาการทางระบบประสาทภายหลังการฉีดวัคซีนอีกด้วย 5.วัคซีนเฉพาะซีโรกรุ้ป A เป็นชนิดคอนจูเกต มีชื่อทางการค้าว่า MenA ได้รับการพัฒนาโดยโครงการวัคซีนโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ โครงการนี้มุ่งพัฒนาวัคซีนชนิดคอนจูเกตสำหรับเชื้อซีโรกรุ๊ป A ที่ระบาดในประเทศแถบทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ขณะนี้กำลังดำเนินการวิจัยในระยะที่ I และ II เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2005 คาดว่าจะนำมาใช้ได้ในปี ค.ศ. 2009 6.วัคซีนเฉพาะซีโรกรุ้ป B เชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิดซีโรกรุ้ป B เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ก่อนหน้านี้ไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับซีโรกรุ้ป B จนกระทั่งได้มีการวิจัยพัฒนาวัคซีนที่มีชื่อว่า MenB สาเหตุที่วัคซีนชนิดนี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี เนื่องจากปัญหาที่กรดไซอาลิคที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายทำปฏิกิริยากับแคปซูลของเชื้อที่เป็นโปลิแซคคาไรด์ ไม่สามารถนำมาทำเป็นวัคซีนได้เพราะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาออโตอิมมูนขึ้น นักวิจัยจึงเปลี่ยนไปใช้โปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่อยู่บนผนังด้านนอก เรียกว่า cell-surface outer membrane protein antigens (OMP) เพื่อพัฒนาเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ โดยผลิตเป็น bivalent vaccine และใช้อะลูมินัมไฮดรอกไซด์เป็น adjuvant โดยเริ่มนำมาศึกษาวิจัยในหนูทดลองเมื่อปี ค.ศ. 1998 7.วัคซีนเฉพาะซีโรกรุ้ป C เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกตเช่นเดียวกัน มีชื่อเรียกว่า monovalent serogroup C glycoconjugate vaccine (MenC) เริ่มมีใช้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1999 ในบางประเทศประกาศใช้เป็นวัคซีนมาตราฐานสำหรับทารก โดยการฉีดวัคซีน 3 เข็ม หรือเข็มเดียวเมื่ออายุ 12-14 เดือน พบว่าการให้วัคซีนชนิดนี้กับเด็กทุกคนที่มีอายุด้วยกว่า 18 ปี มีประสิทธิภาพดีมาก และปลอดภัย ปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นกับ MenC พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างแคปซูลเปลือกนอกของเชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อชนิดอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อชนิด B การระบาดในตอนเหนือของประเทศสเปน พบว่าร้อยละ 20-39 เกิดจากเชื้อชนิด B โดยที่ก่อนหน้านั้นได้มีการนำวัคซีน MenCมาใช้ทำให้เกิดความกังวลว่าการนำวัคซีนเฉพาะชนิดมาใช้อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อชนิดอื่นๆเพิ่มมากขึ้นได้ ข้อบ่งชี้ในการฉีดวัคซีน ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นในกรณีดังต่อไปนี้ 1.ให้วัคซีนแก่ประชาชนที่อยู่เขตระบาด ซึ่งทราบสายพันธุ์ของเชื้อซึ่งระบาดอยู่ก่อน เช่น เกิดการระบาดจากชนิดที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ได้แก่ ชนิด A, C, Y และ W 13 2.นักเรียนนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในหอพัก 3.ทหารในค่ายฝึก 4.เจ้าหน้าที่ทำงานในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา 5.ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น หรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำ เช่น ประเทศแถบทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา หรือประเทศในเอเชียตะวันออกกลาง เป็นต้น การเลือกใช้วัคซีนและการกระตุ้น 1.ใช้วัคซีนชนิดคอนจูเกต (MCV4) สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ของการฉีดวัคซีนที่มีอายุระหว่าง 11-55 ปี 2.เด็กอายุ 2-10 ปี และผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี แนะนำให้ใช้วัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์ (MPSV4 3.ในสถานที่ที่ไม่สามารถหาวัคซีนชนิดคอนจูเกตได้สามารถใช้วัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์แทนได้ 4.วัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์ ให้ฉีดกระตุ้นทุก 3-5 ปี 5.เด็กที่ได้รับวัคซีนก่อนอายุ 4 ปี แนะนำให้กระตุ้นซ้ำเมื่ออายุมากกว่า 5 ปี โดยเลือกใช้วัคซีนชนิดโปลิแซคคาไรด์หรือวัคซีนชนิดคอนจูเกตก็ได้ 6.สำหรับวัคซีนชนิดคอนจูเกต ไม่ต้องฉีดกระตุ้น มาตรการเมื่อเกิดการระบาด 1.ต้องดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด วินิจฉัยโรคและให้การรักษาแก่ผู้ป่วยทันที 2.ลดความแออัดหนาแน่นของผู้ที่ต้องอยู่ร่วมกัน จัดที่อยู่และห้องนอนให้มีการระบายอากาศได้ดี 3.ใช้ยา rifampicin แก่ผู้สัมผัสใกล้ชิดเพื่อลดจำนวนผู้เป็นพาหะ และกำจัดการแพร่โรค 4.การใช้วัคซีนป้องกันโรคในประชาชนทุกกลุ่มอายุ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ 5.ให้คำแนะนำการป้องกันสำหรับประชาชน ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายจากปากหรือจมูกของผู้ป่วย ไม่ควรเข้าไปอยู่ในที่แออัด ผู้คนหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้มีโอกาสรับเชื้อจากผู้เป็นพาหะได้ง่าย และควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการทำงานหักโหมทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานลดลง

เข้าชม : 3700


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ

      6 โรคที่มากับฤดูร้อน 22 ส.ค. 2556 : 10:23
      มะเร็งเต้านม 22 ส.ค. 2556 : 10:23
      ไข้กาฬหลังแอ่น 22 ส.ค. 2556 : 10:23
      รู้ทันโรคที่มากับหน้าหนาว 22 ส.ค. 2556 : 10:23
      โรคไข้สุกใสที่มากับฤดูหนาว 22 ส.ค. 2556 : 10:23




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ