[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคไม่ติดต่อ
เรื่อง : “เบาหวาน” มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

15 ต.ค. 2555 : 08:51


มารู้จักโรคเบาหวานกันเถอะ

“ทำไมถึงเป็นเบาหวาน ทั้งที่ไม่ชอบทานหวาน?” 
“เป็นเบาหวานแล้วจะหายไหม ต้องทานยาตลอดชีวิตหรือไม่?” 
“พ่อแม่เป็นเบาหวาน ลูกจะเป็นเบาหวานไหม?”

คำถามเหล่านี้มักจะถูกถามบ่อยๆ เนื่อง จากปัจจุบันพบคนไทยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และจากข้อมูลล่าสุดในปีพ.ศ. 2553 พบว่าคนไทยที่มีอายุอยู่ในช่วง 20 ถึง 79 ปีป่วยเป็นโรคเบาหวานถึงร้อยละ 7.7 หมายความว่า คนไทยทุก 100 คนจะพบคนเป็นโรคเบาหวาน 7-8 คน ขณะ นี้ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 62 ล้านคน แสดงว่าทั่วประเทศมีคนเป็นโรคเบาหวานเกือบสี่แสนห้าหมื่นคน และ 1 ใน 3 ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยังไม่รู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้ สมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกาได้คาดการณ์ไว้ว่าอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้าหรือในปีพ.ศ. 2573 จะมีคนป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือจาก 284.6 ล้านคนเพิ่มเป็น 438.4 ล้านคน (รูปที่ 1) ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานเพื่อป้องกันการเกิดโรคหรือเพื่อ ควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา

 

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากความบกพร่องของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือร่างกายอาจดื้อต่อการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินทำให้ฮอร์โมนดังกล่าวทำ งานได้ไม่เต็มที่ อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญที่สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่เกณฑ์ปกติ และยังทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีอินซูลินไม่เพียงพอ หรือมีปริมาณพอแต่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ น้ำตาลก็จะไม่ถูกนำไปใช้และคงอยู่ในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้ ปัสสาวะจะหวานจนบางครั้งมีมดขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคเบาหวานนั่นเอง หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมและอวัยวะ ต่างๆที่หลอดเลือดเหล่านั้นมาเลี้ยง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานเช่น สมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม แผลเรื้อรัง เป็นต้น

 

รูปที่ 1 ประมาณการจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก (อายุ 20-79 ปี) ในปีค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) และ ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

ประเภทของโรคเบาหวาน แบ่งตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

  1. เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน หรือเบาหวานชนิดที่ 1 เป็น ประเภทที่ความรุนแรง ส่วนใหญ่เกิดขึ้น ในเด็กหรือคนอายุน้อยกว่า 25 ปี ส่วนน้อยที่พบในผู้ใหญ่ เบาหวานประเภทนี้เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลยหรือสร้างได้ น้อยมาก ซึ่งเป็นผลจากที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไปทำลายตับอ่อนของตัวเองจนไม่ สามารถผลิตอินซูลินได้ เชื่อว่าเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือบางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษบางอย่าง การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทุกวัน เพื่อทดแทนให้มีปริมาณอินซูลินในร่างกายเพียงพอ หากขาดอินซูลินร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้เกิดสารคีโตนคั่งในเลือดและทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้เสียชีวิตได้
  2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือเบาหวานชนิดที่ 2 เป็น ประเภทที่พบบ่อยที่สุดถึงร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนมากเกิดในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อย ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้ยังสามารถผลิตอินซูลินได้แต่ปริมาณไม่ เพียงพอ หรือบางรายอาจมีภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมด้วย ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ปัจจุบันพบผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปเป็นแบบสังคมเมือง ต้องเผชิญกับความเครียดต่างๆ ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้งการนิยมบริโภคอาหารจานด่วนทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งความอ้วนนี้เองที่มีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินโดยตรง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนเกิดโรคเบาหวานในที่สุด
  3. เบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น เบาหวานประเภทนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ส่งผลต่อการสร้างอินซูลิน เช่น
    • โรคของตับอ่อน อาทิ ตับอ่อนอักเสบ การติดเชื้อที่ตับอ่อน การผ่าตัดตับอ่อน และมะเร็งตับอ่อน โรคดังกล่าวทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด
    • โรคของระบบต่อมไร้ท่อที่สร้างฮอร์โมนบางตัวออกมาต้านฤทธิ์ของอินซูลิน เช่น กลุ่มอาการคุชชิ่ง (Cushing’s syndrome)
    • ยาหรือสารเคมีที่มีผลต่อตับอ่อน เช่น สเตียรอยด์ ยากันชัก ยาอัลฟาอินเตอร์เฟอรอน (alpha interferon)
  4. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นในผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ พบว่าผู้หญิงกลุ่มดังกล่าวเมื่อ คลอดบุตรเรียบร้อยแล้วในอนาคตจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงที่ตรวจ ไม่พบโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์สูงถึง 7.4 เท่า ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดภายใน 6 ถึง 8 สัปดาห์หลังคลอด และถ้าผลเลือดปกติก็ควรรับการตรวจติดตามทุก 1 ปี

สัญญานเตือนอันตราย

อาการของโรคเบาหวานมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย (ภัยเงียบ) จนถึงมีอาการผิดปกติเช่น ได้หิวน้ำบ่อยมาก ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก ปัสสาวะมีมดตอม กินเก่งมากอย่างผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แผลหายยาก อ่อนเพลียผิดปกติ คันตามตัว เป็นฝีบ่อย ปวดแสบปวดร้อนหรือชาปลายมือปลายเท้า ตามัวลง ปวดขาหรือเป็นตะคริวเมื่อเดินไกลๆ ในผู้หญิงอาจมีตกขาวหรือคันช่องคลอดเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จะทราบว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่จากการตรวจสุขภาพเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจคัดกรองหาโรคเบาหวานตั้งแต่ระยะแรกๆ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

  1. ผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป
  2. คนอ้วน หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (กก./ม.2) และ/หรือ ผู้ชายที่มีรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตร ดัชนีมวลกาย หรือ Body mass index (BMI) คำนวณจาก น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สูง 180 เซนติเมตร เมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ 100 หาร (1.80)2 จะได้ค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 30.86 กก./ม.2 ซึ่งมีค่ามากกว่า 25 กก./ม.2 ถือว่าอ้วนและมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  3. ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง คนใดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  4. ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือกินยาควบคุมความดันอยู่
  5. ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยที่ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) หรือค่าไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดเอชดีแอล (HDL-cholesterol) น้อยกว่า 35 มก./ดล.
  6. ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเคยคลอดบุตรน้ำหนักแรกเกิดเกิน 4 กิโลกรัม
  7. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งข้อ ควรได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และควรตรวจสุขภาพซ้ำทุก 1 ถึง 3 ปีขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่มี

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

  1. มีอาการของโรคเบาหวานดังกล่าวชัดเจน และผลเลือดมีค่าระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล. (ค่าระดับน้ำตาลนี้จะเจาะเวลาใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำมาก่อน)
  2. กรณีที่งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือดตอนเช้า จะถือว่าเป็นโรคเบาหวานเมื่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล. โดยต้องเจาะเลือดตรวจอีกหนึ่งครั้งในวันที่ต่างกันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
  3. สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานแต่ค่าระดับน้ำตาลตอนเช้า หลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูงไม่ถึง 200 มก./ดล. เช่นค่าอยู่ระหว่าง 100 - 125 มก./ดล. ควรทำการทดสอบเพิ่มเติมด้วยการดื่มน้ำตาลกลูโคสปริมาณ 75 กรัม และอีก 2 ชั่วโมงต่อมาทำการเจาะเลือด ถ้าค่าระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล. ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
  4. ตรวจพบระดับน้ำตาลสะสมที่เรียกว่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) ด้วยวิธีที่ได้มาตรฐาน เจาะเลือดตรวจเวลาใดก็ตาม ถ้ามีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5 สามารถใช้วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้

ทำไมต้องตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C)

ระดับน้ำตาลสะสม หรือ ฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) เป็นค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง ซึ่งใช้เป็นตัวที่บอกระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลา 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา จากการศึกษามากมายพบว่าค่าระดับน้ำตาลสะสมมีความสัมพันธ์กับค่าเฉลี่ยระดับ น้ำตาลในเลือด โดยพบว่าถ้าระดับน้ำตาลสะสมมีค่าสูงขึ้น แสดงว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดก็มีค่าสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำระดับน้ำตาลสะสมมาใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยโรคเบาหวานได้ เช่นกัน (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างค่าน้ำตาลสะสม (A1C) กับค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมนี้ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนเจาะเลือด คนปกติที่ไม่เป็นเบาหวานจะมีค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือดน้อยกว่า 5.7% ถ้าค่าระดับน้ำตาลสะสมอยู่ในช่วง 5.7-6.4% ถือว่าอยู่ในกลุ่มเริ่มเป็นเบาหวาน และถ้าระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5 % ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน

โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน

  1. โรคผนังหลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากจะอันตรายแล้วยังเป็น สาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อผนังหลอดเลือดแดงแข็งจะทำผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ ขาดเลือดหรือโรคเส้นเลือดสมองตีบมากขึ้น 2 ถึง 4 เท่า ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบแข็ง อาจทำให้มีอาการปวดขาหรือเป็นตะคริวเวลาเดินนาน หรือทำให้แผลที่เท้าหายยากจนอาจเน่าได้
  2. โรคตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม โดยพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกือบทุกราย และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกือบครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นเบาหวานมานานกว่า 20 ปี มักเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมด้วย สำหรับโรคตาอื่นๆ ที่เกิดจากเบาหวาน ได้แก่ ต้อกระจกก่อนวัย ต้อหิน หรือเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาทำให้ตาบอดได้
  3. โรคไต โรคเบาหวานลงไต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบบ่อยที่ สุดในประเทศไทย คือประมาณร้อยละ 34 และเพียงร้อยละ 20 ที่มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกภายในเวลา 5 ปี แม้จะได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดแล้ว โรคเบาหวานลงไตระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อตรวจปัสสาวะจะพบโปรตีนไข่ขาวรั่วออกมา ถ้าไม่ได้รับการรักษา ไตจะทำงานลดลงเรื่อยๆ จนไตวาย ต้องได้รับการฟอกเลือดไปตลอดชีวิต
  4. โรคระบบประสาท เช่น อาการชา ซึ่งทำให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย หรืออาการปวดแสบปวดร้อนปลายมือปลายเท้า หรืออาการวิงเวียนเนื่องจากความดันโลหิตลดลงขณะยืน อาการท้องอืดท้องเฟ้อเนื่องจากอาหารไม่ย่อย อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ บางครั้งอาจมีเหงื่อออกมากหรือผิวแห้ง คันตามร่างกาย
  5. โรคติดเชื้อ เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำทำให้มีโอกาส ติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติเช่น วัณโรคปอด ปอดอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ฝีพุพองหรือเท้าเป็นแผลเรื้อรัง ช่องคลอดอักเสบทำให้มีตกขาวและคันช่องคลอด

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน หลักการรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานประกอบด้วย 4 วิธีหลัก คือ

  1. อาหาร ควรลดการบริโภคน้ำหวาน ของหวาน ผลไม้รสหวานจัดเช่น ทุเรียน ลำไย น้อยหน่า และควรลดอาหารจำพวกแป้งและไขมัน แต่ควรบริโภคอาหารประเภทโปรตีน ผักใบเขียว ผลไม้รสหวานน้อยเช่น ฝรั่ง ชมพู่ ให้มากขึ้น
  2. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือมีการเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่ควรหักโหมจนเกินไป อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักตัวได้แล้ว ยังสามารถลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดลงได้
  3. การรักษาด้วยยา ในกรณีที่คุมอาหารและออกกำลังกายอย่าง เหมาะสมแล้วแต่ไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยารักษาเบาหวานร่วมด้วย รายที่เป็นไม่มากเช่น เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน อาจใช้ยาชนิดรับประทาน แต่รายที่ใช้ยาชนิดรับประทานไม่ได้ผลหรือกรณีเจ็บป่วยรุนแรง ไตวาย การทำงานของตับบกพร่อง หรือเป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้จำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการฉีดอินซูลิน และเมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีแล้วสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่ง อินซูลินอาจกลับมาใช้ยาชนิดรับประทานได้
  4. การติดตามผลการรักษาและการประเมินภาวะแทรกซ้อน การ ติดตามการรักษาขึ้นกับวิธีการรักษาและความรุนแรงของโรค ในระยะแรกแพทย์อาจนัดผู้ป่วยทุก 1 ถึง 4 สัปดาห์ เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายแล้วแพทย์อาจนัดติดตามอาการ ห่างขึ้นเป็นทุก 1 ถึง 3 เดือน

เป้าหมายการควบคุมเบาหวานและปัจจัยเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด

การควบคุม เป้าหมาย (กรณีควบคุมเข้มงวด )
น้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร* 90-130 มก./ดล.
น้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง* น้อยกว่า 180 มก./ดล.
น้ำตาลสะสม (HbA1c)* น้อยกว่า 7%
ไขมันในเลือด
โคเลสเตอรอลรวม
ไตรกลีเซอไรด์
แอลดีแอลโคเลสเตอรอล (ไขมันไม่ดี)**
เอชดีแอลโคเลสเตอรอล (ไขมันดี)
น้อยกว่า 170 มก./ดล.
น้อยกว่า 150 มก./ดล.
น้อยกว่า 100 มก./ดล.
(ผู้ชาย) มากกว่า 40 มก./ดล.
(ผู้หญิง) มากกว่า 50 มก./ดล.
ความดันโลหิต*** น้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท
ขนาดรอบเอว (ผู้ชาย) น้อยกว่า 90 ซม.
(ผู้หญิง) น้อยกว่า 80 ซม.
การสูบบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่

*ผลเลือดที่ต้องการ ในกรณีที่ต้องการควบคุมเข้มงวดมาก

- ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร ควรอยู่ในช่วง 70 ถึง 110 มก./ดล.
- ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ควรน้อยกว่า 140 มก./ดล.
- ระดับน้ำตาลเฉลี่ยหรือสะสม (HbA1c) น้อยกว่า 6.5 %

** ถ้ามีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือปัจจัยสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจหลายอย่างร่วม ด้วย ควรควบคุมให้ระดับ แอลดีแอลโคเลสเตอรอล น้อยกว่า 70 มก./ดล.
*** ถ้ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรควบคุมความดันโลหิตซิสโตลิค (ความดันโลหิตตัวบน) ให้น้อยกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรให้ความดันโลหิตต่ำกว่า 110 /70 มิลลิเมตรปรอท

ตารางการตรวจประเมินผลการควบคุมโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อน

 

ทุกครั้ง

ทุก 3 เดือน

ทุก 6 เดือน

ทุก 1 ปี

หมายเหตุ

น้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า X        
น้ำตาลสะสม (HbA1c)   X     *
หน้าที่ไตจากเลือด (creatinine)       X **
หน้าที่ไตจากปัสสาวะ (microalbumin)       X **
ไขมันในเลือด       X **
ความดันโลหิต X        
ตรวจตากับจักษุแพทย์       X **
ตรวจเท้า       X **
ตรวจสุขภาพฟัน     X    

* ถ้าปกติ อาจตรวจทุก 6 เดือนถึง 1 ปี
** ถ้าผิดปกติ ควรตรวจทุก 3 ถึง 6 เดือน

โรคเบาหวานแม้จะเป็นโรคเรื้อรัง ซับซ้อน และมีความรุนแรง แต่ถ้าผู้ป่วยเอาใจใส่ตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหาความรู้เกี่ยวกับโรคที่เป็น ติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง มีสังเกตเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมีกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง ก็จะสามารถมีชีวิตยืนยาวและอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข

เอกสารอ้างอิง

  1. American Diabetes Association. Standards of medical care in diabetes 2011. Diabetes Care 2011; 34 (Suppl 1): S11-S61.
  2. American Diabetes Association. Complication of Diabetes. American Diabetes Association complete guide to diabetes 2011, p 227-67.
  3. Bellamy L, Casas JP, Hingoranai AB, et al. Type 2 diabetes mellitus after gestational diabetes: a systemic review and meta-analysis. Lancet 2009;373:1273-9.
  4. Prevalence Estimates of Diabetes Mellitus 2010. IDF Diabetes Atlas; available at http://www.idf.org
  5. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2554. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร 2554.
  6. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย http://www.diabassocthai.org
  7. โรคเบาหวาน สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. http://www.thaiendocrine.org

ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ผู้เรียบเรียง : นาวาอากาศตรีหญิงแพทย์หญิงสมโชดก ชาครียรัตน์
ที่ปรึกษา : นายแพทย์สิทธิผล ชินพงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม (เบาหวาน)



เข้าชม : 13867


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคไม่ติดต่อ

      “เบาหวาน” มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ 15 ต.ค. 2555 : 08:51
      สายตายาว 15 ต.ค. 2555 : 08:51
      ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว 15 ต.ค. 2555 : 08:51
      รังแคที่หนังศีรษะ 15 ต.ค. 2555 : 08:51
      โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) 15 ต.ค. 2555 : 08:51




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ