[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2007-2015 Vachira Phuket Hospital
header
Drop Down Menu

หากผู้รับบริการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ หรือมีข้อเสนอแนะ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ 076-361234 ต่อ 1412


  

::ข่าวประชาสัมพันธ์



เรื่อง : เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด



ลงประกาศเมื่อ : วันอังคาร ที่ 14 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2556


จากสถิติการแพร่ระบาดของโรคไข้ เลือดออกในประเทศไทย พบว่าในปี 2556 คาดว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกสูงและคาดจะมีผู้เสียชีวิตเป็น จำนวนมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยจากการนับอัตราการป่วยของประชาชนไทยระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน รวมระยะเวลา 4 เดือน พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 24,000 ราย และเสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 28 ราย!

ศ.คลินิก พญ.ศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ ผู้เชี่ยวชาญโรคไข้เลือดออก ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านโรคไข้เลือดออก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านโรคไข้เลือดออก กล่าวว่า จากสถิติการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย พบว่าในปี 2556 คาดว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกสูงและคาดจะมีผู้เสียชีวิตเป็น จำนวนมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยจากการนับอัตราการป่วยของประชาชนไทยระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน รวมระยะเวลา 4 เดือน พบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 24,000 ราย และเสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 28 ราย

ทั้งนี้ สามารถเฉลี่ยผู้เสียชีวิตสูงสุดต่อปีประมาณ 70-100 ราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้มากเท่าๆ กัน และพบมากในช่วงอายุ 10-25 ปี

เด็กที่ได้รับเชื้อโรคจะมีอาการไข้สูงลอย 2-7 วัน มักไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูกไหล เด็กเล็กที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก ทำให้ต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาเป็นกรณีพิเศษ โดยอาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีผื่นแดงตามร่างกาย มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟันผิดปกติ

ขณะที่เด็กบางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการช็อก ซึ่งสังเกตได้ยาก เนื่องจากยังรู้สติดีอยู่ แต่จะดูอ่อนเพลีย ไม่มีแรงข้อสังเกตคืออาการช็อกจะตรงกับวันที่ไข้ลง หรือไข้ต่ำลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเฝ้าสังเกตและพบเห็นอาการบ่งชี้ว่าอาจเป็นอาการนำของภาวะช็อกควรรีบนำตัว เด็กเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน

โดย 9 อาการเร่งด่วน ที่ต้องรีบเดินทางพบแพทย์ ได้แก่ 1.ไข้ลงหรือไข้ลดลงแต่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ อาทิ เบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่น และอ่อนเพลีย 2.คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา 3.ปวดท้องมาก 4.มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ 5.พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ 6.กระหายน้ำตลอดเวลา 7.ร้องกวนมากในเด็กเล็ก 8.ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลง หรือตัวเป็นลายๆ 9.ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4-5 ชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญโรคไข้เลือดออก ให้คำแนะนำเสริมว่า ไข้เลือดออกเกิดจากการที่มียุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด ยุงลายมักกัดเวลากลางวัน จึงต้องช่วยกันกำจัดยุงลาย ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและดูแลเด็กให้ห่างไกลโรคไข้เลือดออก จึงสามารถป้องกันแบบบูรณาการได้โดยดำเนินการควบคู่กันตั้งแต่ระดับตัวเอง อาทิ ใส่เสื้อผ้าแขนยาวและกางเกงขายาว หรือนอนหลับในห้องที่ติดมุ้งลวดมิดชิด ทาสารกันยุงที่ปลอดภัย เช่น ตะไคร้หอม ระดับครัวเรือน ควรกำจัดแหล่งน้ำขังตามสถานที่ต่างๆ อาทิ อุปกรณ์ในครัวเรือนและอุปกรณ์ซักล้างควรคว่ำหรือปิดฝาให้เรียบร้อย เปลี่ยนน้ำรองขาโต๊ะหรือในแจกันทุกสัปดาห์ หรือผสมเกลือ หรือตรวจสอบรอบบริเวณบ้าน รางระบายน้ำบนหลังคาว่ามีแอ่งขังน้ำหรือไม่

สำหรับการป้องกันในระดับชุมชน ต้องร่วมมือกันในการรณรงค์กำจัดแหล่งน้ำขังภายในชุมชนปีละ 2-3 ครั้ง หรือพ่นยาฆ่าแมลงในเขตชุมชนปีละ 2-4 ครั้ง เป็นต้น เพียงเท่านี้ เด็กน้อยและตัวคุณเองก็ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกอย่างแน่นอน

 ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง



อ่าน : 2734




10 ข่าวในหมวดหมู่เดียวกัน

QR Code สู่อาหารปลอดภัย (16-08-2017)
อย. ขอความร่วมมือประชาชน แจ้งชื่อ-นามสกุล ก่อนซื้อยาแก้แพ้ แก้ไอ แก้ไขปัญหาเยาวชน นำยาไปใช้ในทางที่ผิดร่วมกัน (24-08-2015)
เช็ค 9 สัญญาณอันตราย ก่อนโรคไข้เลือดออกระบาด (14-05-2013)
เฝ้าระวัง 3 โรคไวรัส (14-05-2013)
คุมเข้มเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ (14-05-2013)
มาตรฐานศูนย์เด็กเล็กปลอดโรค 10ข้อ รับเปิดเทอม (14-05-2013)